Mae Moh

Access to Justice in Mae Moh lignite power plant, Thailand

http://www.accessinitiative.org/blog/2009/03/access-justice-mae-moh-lignite-power-plant-thailand

On March 4, 2009, the Chiang Mai Administrative Court ordered the Electricity Generating Authority of Thailand (EGAT) to pay compensation to villagers affected by the pollution caused by its Mae Moh power plant in Lampang province. Mae Moh, Thailand’s largest lignite-filed power plant, began operating on a small scale in the 1960s and was significantly expanded in the 1980s. Sulphur dioxide emissions from the power plant have had a severe impact on the heath of people, damage to crops and useable land in the 16 villages. Based on the Pollution Control Department’s air-quality reports from November 1992 to August 1998, the level of ambient sulphur dioxide in the Mea Moh area was beyond the legal limit at 780 micrograms per cubic metre. Under the court ruling, EGAT will need to pay each resident up to Bt 246,900 ($ 7,000), plus interest, and to cover relocation costs for families and find each of them new farmland at least 5 kilometres away from the plant, to rehabilitate the environment at the coal mine, and to replace the golf course with trees.

In 2004, 35 lawsuits have been filed against EGAT by several hundred villagers with the support from the Council of Work and Environment Related Patient Network of Thailand (WEPT). This case actually was one of the access to justicecase studies in the third TAI assessment in Thailand implemented during 2006 and 2007 by Thailand Environment Institute (TEI) and its coalition partners. The coalition examined related laws and policies, tracked information distributed from related agencies such as EGAT, Pollution Control Department, Greenpeace Southeast Asia as well as interviewed representatives from EGAT, WEPT and mass media.

The Mae Moh case study yields the following findings that clearly reflect the situation also found in other cases of similar environmental and health impacted problems in Thailand. Existing laws do facilitate access to justice of litigants and clearly define the scope and responsibilities of agencies and organizations that handle complaints and appeals. However, such laws require improvement on the determination of time frame to finish trial proceedings. As well, there are ambiguous definitions of certain provisions in some laws thereby requiring a wide degree of discretion by those involved in the deliberation.

In term of governmental effort, state agencies have made an effort to disseminate environmental information among general public, still it is hard for local communities to access the information because the disclosed information is sometimes too technical and was distributed through limited channels. In term of effectiveness, apart from the court adjudication to have the plant operator provides compensation to villagers and together with other measures to mitigate negative health and environmental impacts on the people in general, effective measures to control pollution are also required to ensure that the power plant would no longer cause social and environmental impacts to their communities.

The victory of the villages in this case signifies a new era whereby the grassroots people have a better access to justice in the area of environmental management than in the past. However, capacities of local agencies and local people must be developed, so that they would acquire knowledge about laws related to the environment and are able to participate in investigations of violations of such laws and monitoring implementation of the court orders.

มะลิวัลย์ นาควิโรจน์ เครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะ  จ.ลำปาง

สวัสดีนะคะท่านผู้ที่สนใจเรื่องถ่านหินทุกท่านนะคะ  ก่อนอื่นต้องขอบคุณทุกท่าน  อาจารย์ผู้รู้ทุกคนที่ให้ความรู้มากมายเรื่องวิชาการนะคะ  กำลังถึงบางอ้อกำลังถึงตาแจ้งตาสว่างเดี่ยวนี้เองว่าทำไมต้องเป็นเราที่เดือดร้อนแล้วใครที่เป็นผู้ได้  ขอบคุณอาจารย์วิฑูรย์ที่บอกว่าไอ้คนที่ได้มันก็มีอยู่สองตัวหลักตัวละครนะคะ  ขอบคุณน้องวนันนะคะที่บอกว่ามันเกี่ยวกับการเมือง  เราก็เลยมามองถึงน้องวนันที่บอกว่า  ในเมื่อเรามองว่าถ่านหินมันมาจากไหน  มันมาจากใต้ดินแล้วมันก็ดันไปงัดเอาจากใต้ดินขึ้นมาใช้ข้างบน  แล้วมันก็ดันจะเอาจากข้างบนไปเก็บไว้ในใต้ดิน  ใต้ทะเลอีก  พี่เลยมองว่าแล้วระหว่างที่มันทำกันนี้แล้วใครได้มันก็มีอยู่สองตัวคือ  นักการเมืองกับกลุ่มนายทุน ถูกไหมคะ  อาชีพของมันคืออาชีพนักการเมืองกับอาชีพนายทุนที่ได้  พวกเราอาชีพอะไร  เมื่อกี้นี้ถามกระรอกว่าหน่อยทำไมไม่มา  บอกวันนี้ไปขึ้นศาลพี่  เออดีเว้ย  พวกเรามีสามอาชีพ  หนึ่งไปโรงพยาบาล  สองไปประท้วง  สามไปศาล  เรามีอยู่แค่เนี่ยได้ไม่มีมีแต่เสีย มีแต่ ลบกับลด

แล้วก็มาดูสถานการณ์ปัจจุบันของแม่เมาะ  เรื่องวิชาการคงไม่รู้เท่าไหร่  รู้ว่ามันได้กันทั้งหมดแค่นั้นเองนะคะ ผู้ที่มีประโยชน์  เราคือผู้ที่เสียประโยชน์นะคะ  สถานการณ์ของแม่เมาะจากคำพิพากษาจะเป็นกรณีศึกษาเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่ภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบเป็นคนกำหนดและ…….เป็นคนทำให้เกิดนะคะ  กรณีศึกษานี้เราเดือดร้อนตั้งแต่ปี พ.ศ.2535  เป็นต้นมา  เดือดร้อนเรื่องอะไรก็จะเห็นในรายงานที่กรีนพีซทำ  ขอบคุณมาก ชัดแจ้งมากเลย

ปีพ.ศ. 2541  เราฟ้อง  ปีพ.ศ. 2547  ศาลจังหวัดลำปางสั่งให้ กฟผ.จ่ายค่าพืชผลเสียหาย  5,700,000 บาท  ฟ้องปี 41  สี่เจ็ดตัดสิน  ฟ้องปี 47  ปี 2550  สั่งให้  กฟผ. หยุดทำเหมืองบริเวณที่พบซากฟอสซิลซึ่งเราชาวบ้านบอกให้อนุรักษ์ซากฟอสซิลเอาไว้เป็นมรดกโลก  เป็นมรดกของประเทศ  ของคนไทยทุกคน  ปี  47  เราฟ้องอีก  ปี 52 ศาลสั่งให้ กฟผ.จ่ายค่าเสียหายให้ชาวบ้านคนละ  246,900  บาท  ปี 52  เหมือนกัน กฟผ.ขออุธรทันที  ไม่จ่าย  ซึ่งเราก็บอกว่า  246,900  บาทเนี่ยมันไม่ใช่เงินมากเลย  ถ้าจะจ่ายมันก็ไม่น่าจะมีปัญหา  พี่ก็ไปถามน้องคนนึงซึ่งก็สนิทกันดีซึ่งก็ไปเป็นพยานให้เราในศาลด้วยว่าน้องๆ ไอ้ผู้ว่า กฟผ. มันได้เงินเดือนเท่าไหร่  ไม่รู้จริงๆพี่  เออแล้วได้รัฐมนตรีพลังงานเดือนเท่าไร  ก็ไม่รู้จริงๆพี่  พี่ถามทำไม  พี่จะหักเงินเดือนมันมาใช้หนี้ตรงนี้  คือเขาเป็นผู้ได้  เราเป็นผู้เสียไง  อันนี้ยังอยู่ในระหว่างอุธรเรื่องค่าเสียทายทางสุขภาพ

ปี 47 – 52  ระหว่างการฟ้อง  ศาลสั่งให้ กฟผ. รายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองนี้ทุก 2 ปี ศาลสั่งให้อพยพชุมชนให้ออกนอกรัศมี  5  กิโลเมตร  มันน่าจะทำตั้งแต่ก่อนเปิดเหมืองนะคะ  ชอบมากๆเลย  ศาลสั่งปิดสนามกอล์ฟที่ไม่รู้หมดไปเท่าไรสำหรับการสร้างและการบำรุงรักษาเนี่ย  ชอบใจมากกว่าศาลสั่งจ่ายเรื่องค่าเสียหายนะ  เพราะสนามกอล์ฟของมันเนี่ยปีหนึ่งเท่าไร  รัฐมนตรีใหญ่ๆ ดังๆ พาไปตีกอล์ฟหมดเลยลูกกอล์ฟโดนหัวชาวบ้านมันไม่สนใจนะคะ  เราก็ถามว่าตังค์ที่สร้างสนามกอล์ฟมาจากไหน  ADB  สนันสนุน  ก็สนับสนุนให้มาช่วยชาวบ้านดันไปสร้างสนามกอล์ฟ นี่ไงที่เราต้องบอกให้ฟังว่าเขาบิดเบือนนโยบายทุกนโยบายออกมาเนี่ยมันบิดเบือนหมดเลยนะคะ  ก็อยากให้พวกเราช่วยกันคิดว่าไอ้ที่ชาวบ้านเขาไปประท้วงน่ะมันเรื่องจริง  เขาเดือดร้อนจริง  วันนี้ศาลก็เชื่อ  ศาลก็ตัดสินออกมาแล้ว  แต่เขาก็ยังไม่ยอมรับผิด  ยังอุทรธ์ต่อทั้งๆที่รู้ว่านี่มันเกิดกับชีวิต  เกิดกับสุขภาพ  ราคาของคนน่ะ  อยู่ๆพวกคุณที่เป็นคนสบายดี  มีสุขภาพดีเขาจ้าง 246,900  บาทให้คุณมาป่วยอย่างพวกเราเนี่ย  พวกคุณจะป่วยไหม  เอาไหมตังค์สองแสนกว่าบาทเนี่ย  แล้ววันนี้มันไม่ได้ป่วยแค่ว่าเป็นโรคปอดนะ  มันถูกพัฒนายกระดับไปเป็นมะเร็ง  เป็นนิ่ว  ไปเป็นอะไรต่อมิอะไรมากมาย   ซึ่งมันก็น่าสลดใจนักที่นี่ใช้ไฟ 16 เปอร์เซ็นต์  แต่รู้ไหม  16 เปอร์เซ็นต์ของที่นี่มันหมดไปแล้วกี่ชีวิตที่แม่เมาะ  มันหมดไปแล้วเท่าไร  ต้นทุนเหล่านี้มันประเมินค่าไม่ได้  ค่าของคนมาตีราคาได้อย่างไร  แค่รัฐมนตรีคนหนึ่ง  หรือนักการเมืองคนหนึ่งแค่พูดจาหมิ่นประมาทกันมันฟ้องไม่รู้กี่ร้อยล้าน  พวกเรานี่เสียหายทั้งชีวิตได้แค่นี้  แต่เราก็สะใจมากกว่าตรงที่มันถูกสั่งปิดสนามกอล์ฟนั่นแหล่ะ  ฉีกหน้าให้เห็นเต็มๆ เลย  ไม่ต้องมาอ้างอะไรแล้วนะคะ

แต่การอุทรธ์เนี่ยพวกเรามองว่าเรื่องมันน่าจะจบนะ  เพราะผู้ว่าการหลายคนก็มาคุยกับมะลิวรรณ  นี่มะลิวรรณศาลตัดสินแล้ว  กฟผ.  ตกลงกันแล้วนะ ไม่สู้กับมะลิวรรณไม่สู้กับชาวบ้านแล้ว  สู้ได้ไงสู้ยังไงมันก็ผิด  มันบอกไม่อุทรธ์  พอจะครบเดือนปุ๊บมันก็ยื่นทันที  ชาวบ้านผิดหวังมากๆ  คือจะชี้ให้ทุกคนเห็นว่าต่อไปนี้อย่าไปเชื่อ  กฟผ.  มันไม่มีสัจจะอะไรเลย  ศาลสั่งมันยังไม่ฟังนะคะ

มามองถึงอนาคตข้างหน้าที่จะประเมินถึงต้นทุนของ กฟผ.  ต้นทุนของถ่านหิน  เมื่อถ่านหินหมดไปเนี่ยอยากให้นึกภาพนิดนึงที่แม่เมาะเนี่ยมันไม่ได้มีแค่เหมืองถ่านหิน  ไม่ได้มีแค่โรงไฟฟ้าที่ต่างคนต่างรู้ว่ามันอยู่คนละที่  ไม่ใช่นะ  โรงไฟฟ้ากับเหมืองถ่านหินเนี่ยอยู่ติดกัน  โรงไฟฟ้าเนี่ยมากถึง 2,625  เมกะวัตต์นะคะ  แล้วเหมืองถ่านหินมันใหญ่กว่า 10,000  ไร่  ซึ่งแน่นอนว่าชาวบ้านเราซวยแสนซวยไปถึงกี่คนกี่ชั้นแล้วนะคะ  มันอยู่ในขอบเหมืองแล้วก็อยู่ข้างโรงไฟฟ้าที่เขาปฏิเสธมาตลอด  ที่นี้ถามว่าเมื่อถ่านหินมันหมดไปในอนาคตข้างหน้า  ชาวบ้านก็ถามกลับไปว่าคุณจะฟื้นฟูมันอย่างไร  จะใช้เงินสักเท่าไรในการฟื้นฟู  ถ่านหินหมดก็จะเหลือแต่ซากโรงไฟฟ้าเน่าๆ  เก่าๆ  สองไอ้เหมืองถ่านหินที่มันขุดมาเป็นหมื่นๆ ไร่เนี่ย  มันจะจัดการกับตรงนี้ยังไง  เพราะว่าขณะที่มันยังสร้างกำลังผลิตกันอยู่นี้  เดี๋ยวนี้ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอันนี้นับเฉพาะจากเหมืองถ่านหินอย่างเดียวนะคะ  สารปนเปื้อนที่ออกมาจากบ่อน้ำทิ้ง  ไม่ว่าซัลเฟต  แมงกานีส  สารหนู  แคสเมียมมีอยู่ในนั้นทั้งหมด  มันไหลซึมออกจากบ่อเหมืองไปสู่แม่น้ำข้างๆ  แม่น้ำวัง  วังไม่ไปไหนมาหาเจ้าพระยา  มาหาพวกเราทุกคนนี่แหล่ะ  แล้ววันหนึ่งเมื่อเหมืองปิดตรงนั้นจะกลายเป็นทะเลสาบที่มันปนเปื้อนด้วยสารพิษ  แล้วถามว่าไอ้สิ่งเหล่านี้จะใช้เงินสักเท่าไรในการฟื้นฟู  ในการที่จะทำให้มันเหมือนเดิม  รุ่นเราเนี่ยไม่ได้รับผลกระทบหรอก  แต่ลูกหลานเราได้รับผลกระทบแน่นอน  ไอ้ต้นทุนเหล่านี้  สารพิษปนเปื้อนเหล่านี้  การฟื้นฟูเหล่านี้เขาไม่ได้บวกในต้นทุนถ่านหิน  พวกเราช่วยกันคิดแล้วกันว่าเราจะบวกไปอีกเท่าไร  ขอบคุณมากค่ะ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s