แถลงการณ์ เครือข่ายปกป้องกระบี่จากถ่านหิน เครือข่ายปกป้องพื้นที่ชุมน้ำโลก

๒๘ กันยายน ๒๕๕๗

ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินและท่าเทียบเรือถ่านหินกระบี่เกือบพันคนนั่งปิดปากด้วยสก๊อตเทปเพื่อคัดค้านการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมโครงการท่าเทียบเรือถ่านหินบ้านคลองรั้ว (ค.๓) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งจัดขึ้น ณ ที่ทำการอำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ ตามสิทธิเสรีภาพที่กำหนดไว้ในมาตรา ๔ ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ๒๕๕๗ ในการปกป้องกระบี่จากถ่านหินอันว่าด้วยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้

เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๖ ทางบริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเม้นท์ จำกัดซึ่งได้รับจ้างจากกฟผ. ให้ศึกษาและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EHIA) โครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว โดยเดือนมีนาคม ๒๕๕๗ ที่ผ่านมากฟผ.ได้จัดให้มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียในการกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Public Scoping) (ค.๑) และเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้นภายใต้กระบวนการจัดทำการรับฟังความคิดเห็นขึ้นในพื้นที่จนเป็นเหตุให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเดินทางลงพื้นที่เพื่อไต่สวนการละเมิดสิทธิและจัดทำรายงานการไต่สวนดังกล่าว ในกระบวนการจัดทำการรับฟังความคิดเห็นทั้งครั้งที่ ๑ครั้งที่ ๒และวันนี้เป็นครั้งที่ ๓ ประชาชนรอบโรงไฟฟ้าเดิม ภาคีภาคเอกชนกระบี่และเครือข่ายประมงได้แสดงเจตนารมณ์ยืนยันมาโดยตลอดว่าคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินและท่าเทียบเรือถ่านหินกระบี่เพราะขัดกับวิสัยทัศน์ของกระบี่และปฏิญญาการท่องเที่ยวของจังหวัด

“กระบวนการศึกษาและจัดทำรายงานผลกระทบของโครงการฯ มีการเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญหลายประเด็น ตั้งแต่กฟผ.ระบุในเอกสารและนำเสนอในเวทีค.๑ ต่อประชาชนว่าจะดำเนินการศึกษาและจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โครงการท่าเทียบเรือถ่านหินกระบี่แต่ในค.3กลับเป็นรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่างเดียว อีกทั้งได้เปลี่ยนแปลงขนาดเรือขนส่งถ่านหินจาก ๓,๐๐๐ เดทเวทตัน เป็น ๑๐,๐๐๐ เดทเวทตัน ซึ่งความสำคัญของตัวเลขเหล่านี้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง การบิดเบือนข้อมูลตั้งแต่ต้นทำให้เห็นการขาดธรรมาภิบาลของกฟผ.ต่อโครงการฯ นี้” สมศักดิ์ นบนอบ ผู้ใหญ่บ้านตำบลปกาสัยกล่าว

การบิดเบือนข้อมูลในการกระบวนการศึกษาและจัดทำรายงานดังกล่าว ทางประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียฟ้องคดีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยต่อศาลปกครองเมื่อวันศุกร์ที่ ๒๖ กันยายนที่ผ่านมาเพื่อยุติ ระงับหรือเพิกถอนอันไม่ชอบด้วยกฎหมายที่เกิดขึ้น และในวันนี้กฟผ.ยังคงรวบรัดเดินหน้าที่จะจัดทำเวทีค.๓ ในจังหวัดกระบี่

“การแสดงความคิดเห็นภายใต้สิทธิตามกฎหมายของประชาชนเพื่อคัดค้านถ่านหินภายใต้การดำเนินงานของกฟผ.ถูกเพิกเฉยมาโดยตลอด ชาวบ้านยืนยันอย่างชัดเจนมาตั้งแต่ต้นถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ วันนี้มีกระบวนการใช้กำลังผสม ทหาร ตำรวจ อปพร. เพื่อกำกับเวทีค.๓ให้เป็นไปตามที่กฟผ.ต้องการซึ่งประชาชนไม่สามารถใช้สิทธิการแสดงความเห็นได้ตามกฎหมาย อีกทั้งมีการกะเกณฑ์ประชาชนมาเพื่อการสนับสนุนโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อยั่วยุให้เกิดความรุนแรงต่อกัน ลักษณะดังกล่าวไม่ได้เป็นไปเพื่อตอบโจทย์การสร้างความมั่นคงด้านพลังงานแต่เป็นการใช้อำนาจเพื่อให้ได้มาซึ่งสัดส่วนครอบครองโรงไฟฟ้าถ่านหินของ กฟผ. โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง พวกเราจึงมานั่งปิดปากแสดงอารยะขัดขืนต่อกลไกอันไม่ชอบธรรมเพื่อสะท้อนให้เห็นว่า เราต้องการพื้นที่อันปลอดภัยต่อชีวิต สิ่งแวดล้อมและมูลค่าทางเศรษฐกิจของจังหวัดกระบี่ ทั้งนี้เสียงของประชาชนที่ใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อปกป้องจังหวัดกระบี่ไม่มีใครฟัง แต่กลับเดินหน้าเร่งจัดเวทีค.3ให้เสร็จ สิ่งเหล่านี้คือความไม่ชอบธรรมที่ปิดปากประชาชนและละเมิดสิทธิของประชาชน” ดนัย มาศโอสถ ตัวแทนชาวบ้านแหลมหินกล่าว

ข้อมูลอ้างอิง

. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗
. ประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงวันที่ ๒๙ ธ.ค. ๒๕๕๒ เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบ และแนวทางในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ http://www.onep.go.th/eia/images/12ehia/3ehia_law.pdf
. กำหนดการและเอกสารประกอบการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียในขั้นตอนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (ค.๓) โครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว
http://www.egat.co.th/index.php?option=com_content&view=article&id=351&Itemid=218

. รายงานสรุปผลการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย ในการกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (public Scoping) (ค.๑) โครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว
http://www.egat.co.th/images/information/articles/egat-hearing57-krabi-port-meeting-report.pdf

หมายเหตุ

ติดต่อประสานงานสื่อ คุณศักดิ์กมล โทรศัพท์ ๐๘๙ ๘๖๖ ๑๕๖๘ , ๐๙๐ ๖๑๒ ๐๕๔๙

Advertisements

เวทีสัมมนาวิชาการปฏิรูปพลังงาน : ปฏิรูปแล้วกระบี่ได้อะไร?

กกกกกกกกกกก

หลักการและเหตุผล
“มรกตอันดามัน” เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติของจังหวัดกระบี่ ซึ่งเกิดจากการที่มีระบบนิเวศเฉพาะเป็นอ่าว ภูเขาและเกาะแก่งจำนวนมากมาย หลายพื้นที่ได้รับการจัดอันดับสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลก เช่น เกาะพีพี เกาะลันตาและอ่าวพระนาง เป็นต้น ที่ผ่านมาระบบธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของกระบี่สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากโดยมีข้อมูลจากการฝ่ายการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ว่าสูงถึง 42,000 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2555 และมีแนวโน้มเติบโตถึง 60,000 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2557 โดยรายได้นี้ยังไม่นับรวมรายได้ต่อเนื่องไปยังภาคส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนมาก
นอกจากนี้การเติบโตของภาคการท่องเที่ยวในจังหวัดกระบี่ยังสนับสนุนวิถีการดำรงชีวิตของคนกระบี่อีกมากมายโดยเฉพาะภาคการเกษตรเช่น ชาวประมงพื้นบ้าน เป็นต้น และความพิเศษของจังหวัดกระบี่ได้รับการตอกย้ำให้เห็นอย่างต่อเนื่องทั้งจากหน่วยงานรัฐและเอกชน ทั้งที่เห็นได้จากการประกาศเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ การประกาศพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม หรือการจัดลำดับของภาคการท่องเที่ยวของนานาชาติเป็นต้น ก็เนื่องมาจากเป็นพื้นที่ซึ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก โดยเฉพาะข้อมูลจากการศึกษาล่าสุดได้ระบุว่า กระบี่เป็นแหล่งหญ้าทะเลซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของพะยูนและสัตว์ทะเลหายากหลายชนิด ผืนใหญ่ที่สุดของประเทศไทยและเมื่อพิจารณาแนวทางการพัฒนาของจังหวัดกระบี่ จะพบว่า มีการกำหนดทิศทางร่วมกันของ ภาคส่วนต่างๆภายในจังหวัดกระบี่ให้ความสำคัญกับบริบทของท้องถิ่นมาโดยตลอดซึ่งจะเห็นได้จากการวางวิสัยทัศน์ของจังหวัดโดยให้ความสำคัญกับการยกระดับท่องเที่ยวและการพัฒนาทางด้านเกษตรอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนซึ่งต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของระบบทรัพยากรและระบบสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ของกระบี่เอง
และเมื่อพิจารณาแนวทางการพัฒนาของประเทศไทยก็จะพบว่าที่ผ่านมาได้ให้ความสำคัญกับกระบวนการที่ต้องให้ความสำคัญการกำหนดทิศทางของพื้นที่เองและการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นหลัก ดังนั้น การวางแนวนโยบายการพัฒนาจากส่วนกลางโดยเฉพาะการพัฒนาทางด้านพลังงานซึ่งได้มุ่งเน้นให้จังหวัดกระบี่เป็นพื้นที่สำหรับการขนถ่ายถ่านหินและสร้างโรงไฟฟ้าจากพลังงานถ่านหินตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP 2010) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศเฉพาะ ระบบทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ระบบสุขภาพและวิถีการดำรงชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะกระทบต่อการดำรงอยู่และการพัฒนาต่อไปของการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ ทั้งนี้ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการวางแนวทางการพัฒนาในแนวทางนี้อาจจะส่งผลรุนแรงถึงขึ้นการล่มสลายของชุมชน การล่มสลายของภาคการท่องเที่ยวและเมื่อดำเนินการไปแล้วจะมีผลกระทบสืบเนื่องไปอย่างยาวนาน ทั้งๆที่อาจจะยังมีทางเลือกอย่างอื่นอีกมากมายที่สามารถดำเนินการพัฒนาด้านพลังงานให้มั่นคงและยั่งยืนโดยที่ทุกฝ่ายยังคงได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน
ดังนั้นกระบวนการตัดสินใจในการดำเนินการตามแนวนโยบายด้านพลังงานของรัฐส่วนกลางในประเด็นนี้จึงต้องได้รับการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริงภายใต้การมีข้อมูลอย่างเพียงพอเพื่อประกอบการพิจารณาอย่างรอบด้านและครบถ้วน ซึ่งเป็นเป้าหมายที่สำคัญของการดำเนินงานในการจัดเวทีสัมมนาเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปพลังงานในครั้งนี้

กำหนดการเวทีสัมมนาวิชาการปฏิรูปพลังงาน : ปฏิรูปแล้วกระบี่ได้อะไร?
วันจันทร์ที่ 22 กันยายน 2557
ณ ห้องนพรัตน์ โรงแรมกระบี่มาริไทม์ ปาร์ค แอนด์ สปา รีสอร์ท อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่

08.30-09.00 น. ลงทะเบียน รับเอกสาร ปฏิรูปพลังงาน
09.00-09.10 น. คุณสมศักดิ์ กิตติธรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่กล่าวต้อนรับ
09.10-09.50 น. สัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21 กับสัมปทานกระบี่
โดย คุณอิฐบูรณ์ อ้นวงษา คณะอนุกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาลเรื่องพลังงาน
09.50-10.30 น. พลังงานของกระบี่
ดร. จอมภพ แววศักดิ์ ศูนย์วิจัยเฉพาะทางด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม
10.30-10.40 น. พักเบรก
10.40-11.20 น. อันซีนเลกระบี่
คุณธีรพจน์ กษิรวัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวเกาะลันตา
11.20-12.00 น. ซักถามแลกเปลี่ยน

——–พักรับประทานอาหารกลางวัน—–

กระบี่กับการปฏิรูปพลังงาน
13.00-13.40 น. แผนพีดีพีประเทศไทยกับแผนพีดีพีจังหวัดกระบี่
คุณสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด คณะอนุกรรมการการจัดทำแผนพีดีพี
13.40-14.20น. ต้นทุนถ่านหินกระบี่
คุณนพพล มิลินทางกูร รองผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
รศ.ดร.เรณู เวชรัชต์พิมล คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
14.20-15.00 น. กระบี่สีเขียว Green Krabi
คุณรัตนชัย นามวงศ์ รองผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
คุณอมฤทธิ์ ศิริพรจุฑากุล ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่
15.00-16.30 น. เปิดคำถามแลกเปลี่ยน กระบี่ของเรา

ดำเนินรายการโดย คุณกมล สุกิน

*หมายเหตุ วิทยากรอยู่ระหว่างการติดต่อ
ติดต่อประสานงาน คุณศักดิ์กมล โทรศัพท์ 089 866 1568, 090 612 0549

เดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนท์ 2,000 MW อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา

เดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนท์ 2,000 MW
อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา
——————–

สุวิระ โกสม จะนะนิวส์
เครือข่ายนักข่าวพลเมืองภาคใต้
10668715_10152669926579749_1752654786_n

กฟผ. ร่วมกับ ผู้นำกลุ่มองค์กรอิสระ อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา และเจ้าของธุรกิจทำนากุ้งในจังหวัดใกล้เคียง เปิดวงคุยอย่างเป็นทางการครั้งแรกในหัวข้อ “การเสวนาผู้นำกลุ่มองค์กรอิสระ อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา” ณ โรงแรมวี.แอล อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 28 สิงหาคม 2557 มีการเปิดการเสวนา มีผู้เข้าร่วมประมาณ 43 คน โดยการเสวนาในครั้งนี้ ทางกฟผ.เป็นผู้ดำเนินรายการ มีการประชาสัมพันธ์ขณะลงทะเบียนโดยการแจก เอกสารและแผ่นปลิว “โรงงานไฟฟ้าเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด” ให้กับผู้เข้าร่วมเสวนา

การเปิดวงคุยในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรก ทาง กฟผ.จากส่วนกลางได้ส่ง วิศวกรผู้ชำนาญการ ระดับ 12 (นายชัยพร พิมมะรัตน์) ลงมาเป็นผู้ปะชาสัมพันธ์โครงการก่อสร้างโรงงานถ่านหิน

นายชัยพร พิมมะรัตน์ กล่าวว่า การที่ไฟดับในภาคใต้เมื่อปี 2556 ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้ามาก และที่มีอยู่ไม่เพียงพอ แล้วกล่าวถึงพลังงานทดแทนต่างๆ ที่สามารถใช้ได้ จากนั้นก็โยงเข้าประเด็นหลักของการใช้พลังงาน “ถ่านหิน” ด้วยเหตุผลว่า ต้นทุนต่ำ กว่าแหล่งอื่นๆ และยืนยันว่า เป็นทางเลือกด้านพลังงานของประเทศไทย

ส่วนการที่ต้องมาตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนท์ที่ อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา เป็นเพราะพื้นที่นี้ไม่ไกลจากชุมชนเมืองมาก การขนส่งถ่านหินจากประเทศอินโดนีเซียเข้ามาสะดวก และประหยัดค่าใช้จ่าย

หากมองถึงว่า 3 จังหวัด(ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) ไม่ใกล้หรือ ??? ทาง กฟผ. ให้คำตอบว่า 3 จังหวัด(ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) นั้น ไม่มีความมั่นคง มีความเสี่ยงมาก และไกลจากชุมชนเมือง

ด้านนายกิติภพ สุทธิสว่าง เครือข่ายคนจะนะรักษ์ถิ่น ได้ยกเรื่องความมั่นคงทางอาหารเสนอต่อวงเสวนา ยกประเด็นผลกระทบที่เกิดขึ้น จากโรงไฟฟ้าจะนะต่อนาข้าว นกเขา สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ

และเสนอในที่ประชุมว่า หากจะมีการเสวนาเช่นนี้อีก ต้องเชิญคนทั้งจังหวัดเพราะเป็นเรื่องของคนสงขลาที่ต้องร่วมรับรู้และตัดสินใจ

อย่างไรก็ตาม ก่อนปิดประชุม ทาง กฟผ. ก็ยังยืนว่า การก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินจะเกิดขึ้น อย่างแน่นอน

ที่มา :จะนะนิวส์

จากเทือกเขาแอลป์ถึงแม่น้ำเหลือง

จากเทือกเขาแอลป์ถึงแม่น้ำเหลือง

การเดินหน้าเปิดเหมืองถ่านหินครอบคลุมพื้นที่ใหญ่ถึง 14เท่าหากเทียบกับเมืองลอนดอน โดยพื้นที่เหมืองนี้สูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 4,000 เมตร ตอนนี้พื้นที่ชายฝั่งของหลายมณฑลในประเทศจีนกำลังลดการใช้ถ่านหิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหยุดขยายถ่านหินในตะวันตกของจีนเพราะการขาดน้ำซึ่งการขยายอุตสาหกรรมถ่านหินของจีนกลายเป็นเรื่องใหญ่เมื่อบริษัทถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในโลกให้คำมั่นที่จะหยุดการผลาญแหล่งน้ำ

รายงานชิ้นนี้นำเสนอตั้งแต่การทำเหมืองแบบเปิดหน้าดินเริ่มต้นโดยกลุ่มบริษัทKinghoและกลุ่มทุนอุตสาหกรรมถ่านหินในพื้นที่ การขุดเจาะและการระเบิดได้ทำลายชั้นดินเยือกแข็ง พื้นที่ชุ่มน้ำ เทือกเขาแอลป์และความมั่นคงของระบบนิเวศอย่างรุนแรง

_90A0812_640x427

The-prairie-wetland-turns-into-a-quagmire

Muli-mine-in-aerial-image

Special-coal-railway

Tundra-was-melting

ติดตามเพิ่มเติมที่ http://www.greenpeace.org/eastasia/multimedia/slideshows/climate-energy/red-wall-palace-in-qinghai/

ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนเอาชนะถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติและนิวเคลียร์ในสหรัฐอเมริกา

image

ที่ใหญ่ที่สุด ดีที่สุดและเป็นความลับคือพลังงานจากแสงอาทิตย์และลมชนะการแข่งขันเมื่อพูดถึงกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ในสหรัฐอเมริกา

ตัวเลขใหม่ของคณะกรรมการกำกับกิจการของรัฐบาลสหรัฐฯ ออกมาแล้ว กำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ลดลงร้อยละ 58 ในเดือนมิถุนายน 2557 นี้เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว

ประเด็นพาดหัวข่าว

  • การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินใหม่ที่เข้าระบบลดลง 100 เปอร์เซ็นต์
  • เราจะเห็นข่าวเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ในสหรัฐอเมริกาพอๆ กับที่เราเห็นนิยายเรื่องถ่านหินสะอาดที่ไหนก็ได้ในโลก
  • ไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ยังมีค่าเป็นศูนย์อย่างไรอย่างนั้น
  • ถึงแม้ว่าปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากทุกแหล่งลดลง ในส่วนของไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ ปี 2013 ไม่มีไฟฟ้าที่ผลิตได้จากพลังงานนิวเคลียร์เข้าระบบเลย
  • ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และลมรวมกันเพิ่มมากกว่าไฟฟ้าจากถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติและนิวเคลียร์รวมกัน

ผู้กังขาในเรื่องนี้ก็จะพูดว่าไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ นิวเคลียร์และถ่านหินในสหรัฐอเมริกายังมีมากกว่าไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และลม

แน่นอน นั่นคือเมื่อวานนี้ และ 50-100 กว่าปีที่แล้ว มันเป็นกำลังการผลิตติดตั้งของเมื่อวานนี้ แต่วันนี้ ในตลาดพลังงาน พลังงานหมุนเวียนที่สะอาดขยายตัวขึ้น และเอาชนะเชื้อเพลิงฟอสซิลของเมื่อวานนี้อยู่ในขณะนี้

-แปลเรียบเรียงจาก Phil Radford-

แถลงการณ์เครือข่ายติดตามผลกระทบโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเขาหินซ้อน

31 กรกฎาคม 2557
ยกเลิก EIA หยุดถ่านหินสกปรกของบริษัทดับเบิลเอ

เครือข่ายติดตามผลกระทบโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเขาหินซ้อนประกาศเจตจำนงในวันนี้โดยเรียกร้องให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการ(คชก) ใช้บทบาทอำนาจหน้าที่อันทรงเกียรติ “ไม่ให้ความเห็นชอบ” ต่อรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) ของรายงานการขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาด 47.4 เมกะวัตต์เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม ของบริษัท เนชั่นแนล เพาเวอร์ แพลนท์ ๓ จำกัดซึ่งโครงการดังกล่าวตั้งอยู่ที่ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา
ทั้งนี้ทางเครือข่ายฯ มีความเห็นว่าประการแรกรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบฯของบริษัทนี้ อาจยังมีความไม่ครอบคลุมหรือสมบูรณ์ และขาดการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย จึงใคร่ขอให้ผู้แทนของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย เข้าร่วมการประชุมพิจารณารายงานนี้ และให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่ คชก. ก่อนที่ คชก.จะพิจารณาให้ความเห็นชอบ หรือไม่ให้ความเห็นชอบ กับรายงานผลกระทบฯของบริษัท ประการที่สองคือ การที่บริษัทฯยื่นขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินในภายหลังเป็นการกระทำโดยผิดหลักการและความชอบธรรมของกระบวนการจัดทำEIAของโครงการนี้ตอนต้น เนื่องจากโครงการนี้ขออนุญาตประกอบกิจการโรงงานเป็นโรงไฟฟ้าชีวมวลและโครงการนี้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอันเนื่องมาจากโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมล การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายหลังจึงจำเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามหลักการที่กล่าวมา และที่สำคัญหลักการของการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลเพื่อนำพืชผลทางการเกษตรในพื้นที่มาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าไม่ใช่การนำเข้าเชื้อเพลิงถ่านหิน ประการที่สามการยื่นของบริษัทฯเพื่อขอเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนชนิดโรงไฟฟ้า เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินของบริษัทฯ ย่อมส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อย่างแน่นอน และประการสุดท้ายคือ ทางเลือกในการลงทุนพลังงานหมุนเวียนของภาคตะวันออก ซึ่งจากการศึกษาวิจัยพบว่าขณะนี้ภาคตะวันออกมีโรงไฟฟ้ามากเกินความต้องการใช้ประมาณ 2-3 เท่าและมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ยังไม่รวมพลังงาน จากแสงอาทิตย์ถึง 4,734 เมกะวัตต์ การยื่นขอเปลี่ยนแปลงชนิดโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวลเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินจึงเป็นการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและไม่ใช่ทางออกในการพัฒนาพลังงานที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ
การพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) ของการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดย คชก. ทั้งสองครั้งที่ผ่านมา ทางคชก.มีมติไม่เห็นชอบมาโดยตลอด ดังนั้น การใช้อำนาจของ คชก.ในครั้งนี้ ในการ “ไม่ให้ความเห็นชอบ” รายงาน EIA ของโครงการขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่อย่างสำคัญสูงสุดเพื่อปกป้องเกียรติภูมิของหน่วยงานรัฐและผลประโยชน์ด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงานของประเทศ

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
ติดต่อประสานงาน กัญจน์ ทัตติยกุล เครือข่ายติดตามผลกระทบโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเขาหินซ้อน โทร. 081 6494224

25570731-133052-48652223.jpg

ว่าด้วย NGOs และ กฟผ. กรณีโรงไฟฟ้าและท่าเทียบเรือถ่านหินกระบี่

ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ

14 กรกฎาคม 2014

anti ngos banner

-ป้ายอย่างดีถูกนำมาติดตั้งในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งกรณีท่าเทียบเรือและโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่-

เกือบทุกครั้งที่เกิดความขัดแย้งประเด็นโครงการขนาดใหญ่ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เราก็จะเห็นบทบาทของคนกลุ่มหนึ่งที่เข้าไปสนับสนุนการต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิและสิ่งแวดล้อมร่วมกับชาวบ้านในท้องถิ่น ขณะเดียวกัน คนกลุ่มนี้ก็มักจะถูกโจมตีจากเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานเจ้าของโครงการ

กรณีล่าสุดก็คือ กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และท่าเทียบเรือถ่านหิน ที่เจ้าของโครงการลงทุนทำแผ่นผ้า แผ่นคัทเอาท์ เอกสาร และการสร้างเพจ เพื่อโจมตีคนกลุ่มนี้ว่าเป็น NGOs รับเงินต่างชาติ มายุยงชาวกระบี่ให้ต่อต้านโครงการ ฯลฯ หรืออีกหลายข้อหาราวกับว่าคนกลุ่มนี้เป็นผู้ร้ายของสังคม

บทความสั้นฉบับนี้ ผมต้องการทำความเข้าใจกับสังคมไทยว่า NGOs คือใคร และพวกเขาคือส่วนไหนของสังคม และทำไมสังคมจึงต้องมี NGOs และจะเสนอในกรณีของโรงไฟฟ้าและท่าเทียบเรือถ่านหินว่า กฟผ.ควรทำอย่างไร

คำว่า NGOs (อ่านว่า เอ็น จี โอ) ย่อมาจาก Non-Government Organizations ซึ่งแปลได้ว่าองค์กรที่ไม่ใช่องค์กรของรัฐ หรือที่สังคมไทยเรียกว่า “องค์กรพัฒนาเอกชน”

เราอาจจะแบ่งองค์กรพัฒนาเอกชนได้ในสองระดับคือระดับโลกหรือนานาชาติ และระดับประเทศ

ในระดับนานาชาติ มีองค์กรพัฒนาเอกชนมานานแล้ว และพวกเขามีบทบาทในการพัฒนารวมทั้งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นที่ยอมรับของสากล เราอาจจะเรียกว่า International NGOs หรือ INGOs ซึ่งองค์เหล่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาลนั้นๆ เช่น Oxfam America, Oxfam Australia, Care International, International River, กรีนพีช รวมไปถึงองค์กรทางด้านศาสนา หรือมูลนิธิของพรรคกรีนของเยอรมัน

องค์กรเหล่านี้ มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนา รวมทั้งการต่อสู้เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม ซึ่งก็ขึ้นกับเจตนารมณ์ขององค์กร และบทบาทของพวกเขาก็ได้รับการยอมรับในทางสาธารณะในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของภาคประชาสังคม (Civil Society)

สำหรับระดับประเทศ ในกรณีของไทย กล่าวได้ว่าองค์กรพัฒนาเอกชนเกิดขึ้นมานานแล้ว โดยส่วนใหญ่แล้วก็คือองค์กรสาธารณกุศลที่ไม่แสวงหาผลกำไรและจะมีบทบาทสำคัญในการทำงานด้านสังคมสงเคราะห์ ที่เราคุ้นๆ กันดีตัวอย่างเช่น มูลนิธิร่วมกตัญญู มูลนิธิปอเต็กตึ๊ง มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ เป็นต้น

ต่อมาเมื่อเกิดกระแสคิดที่เป็นการตั้งคำถามกับการพัฒนากระแสหลัก ก็ได้มีการก่อตั้งองค์กรพัฒนาเอกชนขึ้นมามากมาย ทั้งในรูปของสมาคมและมูลนิธิ

นอกจากนั้น ยังมี NGOs อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นจากชนชั้นนำรวมไปถึงเชื้อพระวงศ์ ซึ่งกลุ่มนี้อาจจะมีวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย ทั้งการทำงานด้านประชาสงเคราะห์ การทำงานด้านการวิจัย การทำงานด้านสุขภาพ การทำงานพัฒนา การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ฯลฯ

สำหรับภาคธุรกิจเอกชนเองก็มีการก่อตั้ง NGOs ในรูปของมูลนิธิขึ้นมาหลายแห่ง และมีบทบาทสำคัญในการทำกิจกรรมที่เรียกว่าความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) แต่การเกิดขึ้นของ NGOs กลุ่มนี้ก็ยังมีคำถามเกี่ยวกับการแอบแฝง (conspiracy) เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้กับองค์กร

เหตุที่สังคมไทยต้องมี NGOs เพราะประเด็นทางสังคม (รวมถึงด้านสังคมสงเคราะห์เมื่อยามเกิดภัยพิบัติ เช่น สึนามิ ฯลฯ) ประเด็นปัญหาที่เกิดจากการพัฒนา และประเด็นสิ่งแวดล้อม เราไม่สามารถที่จะหวังพึ่งรัฐได้ เพราะรัฐเองก็มีข้อจำกัดมาก หรือบางครั้งรัฐเองก็เป็นตัวปัญหาซะเอง ดังนั้น การเกิดขึ้นขององค์กรพัฒนาเอชนก็สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของภาคประชาสังคมภายใต้กระแสคิดการเมืองแบบการมีส่วนร่วมของภาคปะชาชน

กล่าวได้ว่า การเกิดขึ้นขององค์กรเหล่านี้ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากการที่ภาคอื่นๆ ของสังคมมีองค์กรที่ทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงให้กับกลุ่มที่สังกัด เช่น การที่กลุ่มอุตสาหกรรมหรือกลุ่มธุรกิจมีองค์กรของตนเองที่คอยเป็นปากเป็นเสียงให้กับสมาชิก เช่น สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม เป็นต้น

กล่าวเฉพาะองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม ในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา และองค์กรเหล่านี้ก็ได้เข้ามีบทบาทในการส่งเสริมให้ชุมชนปกป้องสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากร ทั้งการทำงานในระดับชุมชน ระดับเครือข่าย การขับเคลื่อนในระดับนโยบาย การทำวิจัยที่ทำให้ชุมชนเข้มแข็งและสามารถต่อรองได้ หลายกรณีองค์กรเหล่านี้ก็ได้เข้าร่วมรณรงค์เคลื่อนไหวในประเด็นสิ่งแวดล้อมโดยตรง

กล่าวได้ว่า การปรากฏบทบาทของ NGOs ด้านสิ่งแวดล้อมก็มาจากกระแสคิดสิ่งแวดล้อมและแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในสังคมไทย และการเติบโตนี้ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยในสังคมไทย ดังนั้น การมี NGOs จึงเป็นการถมช่องว่างของการเมืองที่ละเลยการมีส่วนร่วมของประชาชน การละเมิดสิทธิชุมชนและสิทธิด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเท่ากับเป็นการคานอำนาจกับทุนและหน่วยงานการพัฒนาของรัฐมิให้ผูกขาดการตัดสินใจหรือใช้ทรัพยากรเพียงฝ่ายเดียว

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าเสียดายที่ทัศนะของหน่วยงานพัฒนาของรัฐและทุนกลับมอง  NGOs เป็นผู้ร้าย   ดังกรณีของโรงไฟฟ้าและท่าเทียบเรือถ่านหินกระบี่ซึ่งผมได้กล่าวมาแล้วตั้งแต่ต้น ซึ่งผมมองว่าการที่ กฟผ. มุ่งใส่ร้ายป้ายสี NGOs สะท้อนให้เห็นนัยที่สำคัญคือ

ประการแรก  การมุ่งโจมตี NGOs สะท้อนถึงความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการดำเนินโครงการของ   กฟผ. ที่ขาดธรรมาภิบาลไม่ว่าจะเป็นการไม่เปิดเผยข้อมูลข้อเท็จจริงต่อคนในท้องถิ่น การไม่มีกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมไปถึงการปฏิบัติตามกระบวนการที่กำหนดไว้ในกฎหมายสิ่งแวดล้อมทั้ง การทำ EIA ที่ไม่ได้จัดให้มีเวทีรับฟังความคิดเห็น ค.1 และ ค.2 ซึ่งมีข้อโต้แย้งอีกด้วยว่าอาจเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายสิ่งแวดล้อมหรืออาศัยช่องโหว่ของกฎหมายหรือกฎระเบียบเพื่อให้โครงการผ่านการพิจารณา เมื่อขาดกระบวนการดังกล่าว และถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่ กฟผ.ก็ไม่ได้มุ่งแก้ไขสิ่งเหล่านี้ แต่กลับบิดเบือนประเด็นโดยการกล่าวโจมตีใส่ร้ายป้ายสี NGOs แทน

ประการที่สอง กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า กฟผ.เคยชินกับวิธีการผลักดันโครงการที่ขัดแย้งกับกระบวนการการพัฒนาของระบอบประชาธิปไตย นั่นก็คือ การมองผู้ที่ไม่เห็นด้วยเป็นศัตรู การมุ่งประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อท้องถิ่นเพื่อเอาชนะมากกว่าการเสนอข้อเท็จจริง การอิงกับอิทธิพลท้องถิ่นจนกระทั่งนำไปสู่การคุกคามฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย  ขณะที่การโจมตี NGOs ก็คือการพยายามใส่ร้ายป้ายสีเพื่อทำลายความชอบธรรมของชาวบ้านและคนท้องถิ่นที่ไม่เห็นด้วยไปในตัว รวมทั้งการกำจัดไม่ให้ชาวบ้านหรือคนท้องถิ่นที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการมีพันธมิตร หรือกล่าวอย่างง่ายๆ ว่า กฟผ.พยายามพูดว่า “เรื่องนี้คนอื่นไม่เกี่ยว ออกไป” ขณะที่ในความเป็นจริงแล้ว โครงการนี้เป็นเรื่องของสาธารณะเพราะหากมีการดำเนินการจริงก็ต้องใช้งบประมาณที่เป็นเงินจากภาษีของประชาชนนับหมื่นล้าน ขณะที่ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะทะเลกระบี่และป่าชายเลนคลองปกาสัย และสิทธิชุมชนรวมถึงสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ก็เป็นประเด็นสาธารณะที่คนทุกคนมีสิทธิที่จะวิพากษ์วิจารณ์ ไม่เห็นด้วย หรือมีสิทธิเข้าเคลื่อนไหวร่วมกับคนท้องถิ่นได้หากเห็นว่าโครงการจะกระทบต่อประเด็นเหล่านี้

ข้อเสนอของผมก็คือ แทนที่ กฟผ.จะมุ่งโจมตีชาวบ้านและ NGOs รวมไปถึงวิธีการอื่นๆ ที่มีแต่สร้างความขัดแย้งทั้งการอิงกับอิทธิพลท้องถิ่น   การใช้วิธีการที่มีนัยของการคุกคามสิทธิ ของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย การแจกของให้ชาวบ้าน การบริจาคเงินให้สถาบันทางศาสนา การให้ทุนการศึกษาการปล่อยปลาปล่อยปูฯลฯ กฟผ.ควรหันมาดำเนินโครงการแบบโปร่งใส ยึดหลักการการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยเฉพาะการเคารพต่อสิทธิของคนท้องถิ่น รวมไปถึงยกเลิกกระบวนการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นที่เคยทำไปแล้ว ทั้ง ค.1 และ ค.2 ซึ่งเป็นที่มาของความขัดแย้ง รวมทั้งพิจารณาข้อเสนอของสังคมให้ใช้ทางเลือกอื่นในการผลิตไฟฟ้าแทนถ่านหิน

ข้อเสนอของผมนี้ ก็ด้วยความหวังดีต่อ กฟผ.ไม่ให้ต้องผิดพลาดอีกครั้งหลังจากที่เคยผิดพลาดมาแล้วจากกรณีเขื่อนปาก มูล ซึ่งพิสูจน์กันแล้วว่า “โครงการเขื่อนแห่งนี้ไม่มีใครได้ มีแต่เสีย” ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้วิธีการเดียวกันกับที่กำลังใช้อยู่กระบี่ในขณะนี้