ว่าด้วย NGOs และ กฟผ. กรณีโรงไฟฟ้าและท่าเทียบเรือถ่านหินกระบี่

ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ

14 กรกฎาคม 2014

anti ngos banner

-ป้ายอย่างดีถูกนำมาติดตั้งในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งกรณีท่าเทียบเรือและโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่-

เกือบทุกครั้งที่เกิดความขัดแย้งประเด็นโครงการขนาดใหญ่ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เราก็จะเห็นบทบาทของคนกลุ่มหนึ่งที่เข้าไปสนับสนุนการต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิและสิ่งแวดล้อมร่วมกับชาวบ้านในท้องถิ่น ขณะเดียวกัน คนกลุ่มนี้ก็มักจะถูกโจมตีจากเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานเจ้าของโครงการ

กรณีล่าสุดก็คือ กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และท่าเทียบเรือถ่านหิน ที่เจ้าของโครงการลงทุนทำแผ่นผ้า แผ่นคัทเอาท์ เอกสาร และการสร้างเพจ เพื่อโจมตีคนกลุ่มนี้ว่าเป็น NGOs รับเงินต่างชาติ มายุยงชาวกระบี่ให้ต่อต้านโครงการ ฯลฯ หรืออีกหลายข้อหาราวกับว่าคนกลุ่มนี้เป็นผู้ร้ายของสังคม

บทความสั้นฉบับนี้ ผมต้องการทำความเข้าใจกับสังคมไทยว่า NGOs คือใคร และพวกเขาคือส่วนไหนของสังคม และทำไมสังคมจึงต้องมี NGOs และจะเสนอในกรณีของโรงไฟฟ้าและท่าเทียบเรือถ่านหินว่า กฟผ.ควรทำอย่างไร

คำว่า NGOs (อ่านว่า เอ็น จี โอ) ย่อมาจาก Non-Government Organizations ซึ่งแปลได้ว่าองค์กรที่ไม่ใช่องค์กรของรัฐ หรือที่สังคมไทยเรียกว่า “องค์กรพัฒนาเอกชน”

เราอาจจะแบ่งองค์กรพัฒนาเอกชนได้ในสองระดับคือระดับโลกหรือนานาชาติ และระดับประเทศ

ในระดับนานาชาติ มีองค์กรพัฒนาเอกชนมานานแล้ว และพวกเขามีบทบาทในการพัฒนารวมทั้งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นที่ยอมรับของสากล เราอาจจะเรียกว่า International NGOs หรือ INGOs ซึ่งองค์เหล่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาลนั้นๆ เช่น Oxfam America, Oxfam Australia, Care International, International River, กรีนพีช รวมไปถึงองค์กรทางด้านศาสนา หรือมูลนิธิของพรรคกรีนของเยอรมัน

องค์กรเหล่านี้ มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนา รวมทั้งการต่อสู้เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม ซึ่งก็ขึ้นกับเจตนารมณ์ขององค์กร และบทบาทของพวกเขาก็ได้รับการยอมรับในทางสาธารณะในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของภาคประชาสังคม (Civil Society)

สำหรับระดับประเทศ ในกรณีของไทย กล่าวได้ว่าองค์กรพัฒนาเอกชนเกิดขึ้นมานานแล้ว โดยส่วนใหญ่แล้วก็คือองค์กรสาธารณกุศลที่ไม่แสวงหาผลกำไรและจะมีบทบาทสำคัญในการทำงานด้านสังคมสงเคราะห์ ที่เราคุ้นๆ กันดีตัวอย่างเช่น มูลนิธิร่วมกตัญญู มูลนิธิปอเต็กตึ๊ง มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ เป็นต้น

ต่อมาเมื่อเกิดกระแสคิดที่เป็นการตั้งคำถามกับการพัฒนากระแสหลัก ก็ได้มีการก่อตั้งองค์กรพัฒนาเอกชนขึ้นมามากมาย ทั้งในรูปของสมาคมและมูลนิธิ

นอกจากนั้น ยังมี NGOs อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นจากชนชั้นนำรวมไปถึงเชื้อพระวงศ์ ซึ่งกลุ่มนี้อาจจะมีวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย ทั้งการทำงานด้านประชาสงเคราะห์ การทำงานด้านการวิจัย การทำงานด้านสุขภาพ การทำงานพัฒนา การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ฯลฯ

สำหรับภาคธุรกิจเอกชนเองก็มีการก่อตั้ง NGOs ในรูปของมูลนิธิขึ้นมาหลายแห่ง และมีบทบาทสำคัญในการทำกิจกรรมที่เรียกว่าความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) แต่การเกิดขึ้นของ NGOs กลุ่มนี้ก็ยังมีคำถามเกี่ยวกับการแอบแฝง (conspiracy) เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้กับองค์กร

เหตุที่สังคมไทยต้องมี NGOs เพราะประเด็นทางสังคม (รวมถึงด้านสังคมสงเคราะห์เมื่อยามเกิดภัยพิบัติ เช่น สึนามิ ฯลฯ) ประเด็นปัญหาที่เกิดจากการพัฒนา และประเด็นสิ่งแวดล้อม เราไม่สามารถที่จะหวังพึ่งรัฐได้ เพราะรัฐเองก็มีข้อจำกัดมาก หรือบางครั้งรัฐเองก็เป็นตัวปัญหาซะเอง ดังนั้น การเกิดขึ้นขององค์กรพัฒนาเอชนก็สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของภาคประชาสังคมภายใต้กระแสคิดการเมืองแบบการมีส่วนร่วมของภาคปะชาชน

กล่าวได้ว่า การเกิดขึ้นขององค์กรเหล่านี้ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากการที่ภาคอื่นๆ ของสังคมมีองค์กรที่ทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงให้กับกลุ่มที่สังกัด เช่น การที่กลุ่มอุตสาหกรรมหรือกลุ่มธุรกิจมีองค์กรของตนเองที่คอยเป็นปากเป็นเสียงให้กับสมาชิก เช่น สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม เป็นต้น

กล่าวเฉพาะองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม ในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา และองค์กรเหล่านี้ก็ได้เข้ามีบทบาทในการส่งเสริมให้ชุมชนปกป้องสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากร ทั้งการทำงานในระดับชุมชน ระดับเครือข่าย การขับเคลื่อนในระดับนโยบาย การทำวิจัยที่ทำให้ชุมชนเข้มแข็งและสามารถต่อรองได้ หลายกรณีองค์กรเหล่านี้ก็ได้เข้าร่วมรณรงค์เคลื่อนไหวในประเด็นสิ่งแวดล้อมโดยตรง

กล่าวได้ว่า การปรากฏบทบาทของ NGOs ด้านสิ่งแวดล้อมก็มาจากกระแสคิดสิ่งแวดล้อมและแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในสังคมไทย และการเติบโตนี้ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยในสังคมไทย ดังนั้น การมี NGOs จึงเป็นการถมช่องว่างของการเมืองที่ละเลยการมีส่วนร่วมของประชาชน การละเมิดสิทธิชุมชนและสิทธิด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเท่ากับเป็นการคานอำนาจกับทุนและหน่วยงานการพัฒนาของรัฐมิให้ผูกขาดการตัดสินใจหรือใช้ทรัพยากรเพียงฝ่ายเดียว

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าเสียดายที่ทัศนะของหน่วยงานพัฒนาของรัฐและทุนกลับมอง  NGOs เป็นผู้ร้าย   ดังกรณีของโรงไฟฟ้าและท่าเทียบเรือถ่านหินกระบี่ซึ่งผมได้กล่าวมาแล้วตั้งแต่ต้น ซึ่งผมมองว่าการที่ กฟผ. มุ่งใส่ร้ายป้ายสี NGOs สะท้อนให้เห็นนัยที่สำคัญคือ

ประการแรก  การมุ่งโจมตี NGOs สะท้อนถึงความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการดำเนินโครงการของ   กฟผ. ที่ขาดธรรมาภิบาลไม่ว่าจะเป็นการไม่เปิดเผยข้อมูลข้อเท็จจริงต่อคนในท้องถิ่น การไม่มีกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมไปถึงการปฏิบัติตามกระบวนการที่กำหนดไว้ในกฎหมายสิ่งแวดล้อมทั้ง การทำ EIA ที่ไม่ได้จัดให้มีเวทีรับฟังความคิดเห็น ค.1 และ ค.2 ซึ่งมีข้อโต้แย้งอีกด้วยว่าอาจเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายสิ่งแวดล้อมหรืออาศัยช่องโหว่ของกฎหมายหรือกฎระเบียบเพื่อให้โครงการผ่านการพิจารณา เมื่อขาดกระบวนการดังกล่าว และถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่ กฟผ.ก็ไม่ได้มุ่งแก้ไขสิ่งเหล่านี้ แต่กลับบิดเบือนประเด็นโดยการกล่าวโจมตีใส่ร้ายป้ายสี NGOs แทน

ประการที่สอง กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า กฟผ.เคยชินกับวิธีการผลักดันโครงการที่ขัดแย้งกับกระบวนการการพัฒนาของระบอบประชาธิปไตย นั่นก็คือ การมองผู้ที่ไม่เห็นด้วยเป็นศัตรู การมุ่งประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อท้องถิ่นเพื่อเอาชนะมากกว่าการเสนอข้อเท็จจริง การอิงกับอิทธิพลท้องถิ่นจนกระทั่งนำไปสู่การคุกคามฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย  ขณะที่การโจมตี NGOs ก็คือการพยายามใส่ร้ายป้ายสีเพื่อทำลายความชอบธรรมของชาวบ้านและคนท้องถิ่นที่ไม่เห็นด้วยไปในตัว รวมทั้งการกำจัดไม่ให้ชาวบ้านหรือคนท้องถิ่นที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการมีพันธมิตร หรือกล่าวอย่างง่ายๆ ว่า กฟผ.พยายามพูดว่า “เรื่องนี้คนอื่นไม่เกี่ยว ออกไป” ขณะที่ในความเป็นจริงแล้ว โครงการนี้เป็นเรื่องของสาธารณะเพราะหากมีการดำเนินการจริงก็ต้องใช้งบประมาณที่เป็นเงินจากภาษีของประชาชนนับหมื่นล้าน ขณะที่ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะทะเลกระบี่และป่าชายเลนคลองปกาสัย และสิทธิชุมชนรวมถึงสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ก็เป็นประเด็นสาธารณะที่คนทุกคนมีสิทธิที่จะวิพากษ์วิจารณ์ ไม่เห็นด้วย หรือมีสิทธิเข้าเคลื่อนไหวร่วมกับคนท้องถิ่นได้หากเห็นว่าโครงการจะกระทบต่อประเด็นเหล่านี้

ข้อเสนอของผมก็คือ แทนที่ กฟผ.จะมุ่งโจมตีชาวบ้านและ NGOs รวมไปถึงวิธีการอื่นๆ ที่มีแต่สร้างความขัดแย้งทั้งการอิงกับอิทธิพลท้องถิ่น   การใช้วิธีการที่มีนัยของการคุกคามสิทธิ ของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย การแจกของให้ชาวบ้าน การบริจาคเงินให้สถาบันทางศาสนา การให้ทุนการศึกษาการปล่อยปลาปล่อยปูฯลฯ กฟผ.ควรหันมาดำเนินโครงการแบบโปร่งใส ยึดหลักการการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยเฉพาะการเคารพต่อสิทธิของคนท้องถิ่น รวมไปถึงยกเลิกกระบวนการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นที่เคยทำไปแล้ว ทั้ง ค.1 และ ค.2 ซึ่งเป็นที่มาของความขัดแย้ง รวมทั้งพิจารณาข้อเสนอของสังคมให้ใช้ทางเลือกอื่นในการผลิตไฟฟ้าแทนถ่านหิน

ข้อเสนอของผมนี้ ก็ด้วยความหวังดีต่อ กฟผ.ไม่ให้ต้องผิดพลาดอีกครั้งหลังจากที่เคยผิดพลาดมาแล้วจากกรณีเขื่อนปาก มูล ซึ่งพิสูจน์กันแล้วว่า “โครงการเขื่อนแห่งนี้ไม่มีใครได้ มีแต่เสีย” ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้วิธีการเดียวกันกับที่กำลังใช้อยู่กระบี่ในขณะนี้

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s