Mae Moh , The Coal Series by People Voice : ยายจั๋น: รอเงินเยียวยามาลดหนี้

Image

หลังได้รับมลพิษจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะในปี 41 อาการภูมิแพ้เรื้อรังของยายจั๋นและอาการโรคถุงลมโป่งพองของสามีต้องใช้เงิน

รักษาตัวปีละกว่า 1 ล้านบาท

แม้จะโชคดีที่ได้มีโอกาสเป็น 2 ใน 4 ผู้ป่วยที่ กฟผ. เข้ามาช่วยจ่ายค่ารักษาเป็นกรณีพิเศษ แต่การขาดรายได้ต่อเนื่องตลอดการรักษาตัวกว่า 10 ปี ทำให้ต้องขายที่นา รถและฝาบ้านมายังชีพ แต่ยอดหนี้ยังคงพุ่งหลายแสนในวันนี้ วันที่รายได้หญิงชรามีเพียงหลักร้อย หลังการสูญเสียสามี

ความหวังสุดท้ายของยายจั๋น จึงทุ่มไปที่เงินค่าชดเชยเยียวยาที่จะได้รับจากคำตัดสินของศาลปกครอง เงินที่ยายยอมรับว่าคงจะล้างหนี้ไม่ได้หมด        แต่ก็คงพอลดยอดหนี้ได้บ้าง

สองคน กว่า 1 ล้านต่อปี

“ของตาน่าจะเกินล้าน ส่วนของยายน้อยกว่า ไม่เกินแสนบาทต่อปี” ยายจั๋น หรือ นวลจันทร์ วงค์ชนะ หญิงชราวัย 58 เปิดเผยถึงตัวเลขค่ารักษาตัวจากอาการเจ็บป่วยของตนและสามี (ตาบุตร หรือ ศรีบุตร วงค์ชนะ) ที่ใช้จ่ายไปในช่วงที่ผ่านมา ความเจ็บป่วยที่ทั้งคู่เชื่อว่ามีที่มาจากมลพิษโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะและ การทำเหมืองลิกไนต์ในพื้นที่ซึ่งห่างจากบ้านในหมู่บ้านหัวฝายหล่ายทุ่งของ พวกเขาเพียงไม่กี่กิโลเมตร

ยายจั๋น เป็นโรคภูมิแพ้เรื้อรัง ขณะที่ลุงบุตรเป็นโรคถุงลมโป่งพอง โรคของทั้งคู่เริ่มแสดงอาการชัดเจนในราวปี 2548 และรุนแรงขึ้นตามลำดับ กระทั่งลุงบุตรเสียชีวิตในปี 2551 ที่ผ่านมา

“ช่วงแรกที่ตาป่วยก็ไปหาหมอดูแลรักษากันเอง จ่ายเอง ตอนนั้นค่าเหมารถไปโรงพยาบาลอย่างน้อยก็ 200-300 บาทต่อครั้ง ไหนจะค่ากิน ค่ายาอีก

ช่วงหลังๆ ลุงอาการหนักขึ้น ต้องไปหาหมอทุกเดือน ทรุดทีก็ต้องพากันไปหาหมอที พอฉุกเฉินบ่อยขึ้น เลยต้องซื้อถังออกซิเจนไว้ใช้เองที่บ้าน เพราะถ้าไปหาหมอเขาก็ให้ออกซิเจนเหมือนกัน แต่เราเสียค่าเดินทางเยอะ ซื้อถังหลักชุดหนึ่งและสำรองอีกชุด ชุดหนึ่งก็ประมาณ 8,000-10,000 บาท ถังหนึ่งใช้ได้นานประมาณ 1 อาทิตย์ พอหมดก็ต้องไปเติมออกซิเจนครั้งละ 150 บาท ค่าเหมารถไปอีกครั้งละ 300

ก่อนเสียชีวิต ตาอาการหนักอยู่หลายปี ต้องรักษากับหมอเฉพาะทาง นอนโรงพยาบาลทีเท่าที่รู้ค่ารักษาก็ครั้งละ 30,000-40,000 บาท เพราะต้องนอนหลายวัน ต้องจ้างพยาบาลมาดูแล ค่าหมอ ค่ายาอีก อาการกำเริบทีก็ต้องไปหาหมอที เดือนหนึ่งก็หลายครั้งแล้วแต่อาการ เห็นบิลมาทีก็หลายแสน

“ส่วนของยาย ไปรักษากับหมอในเชียงใหม่เดือนละ1-2 ครั้ง ค่าใช้จ่ายทั้งค่ายา ค่าหมอ ค่ากิน และค่ารถ เวลาไปหาหมอครั้งละประมาณ 5,000 บาท” ยายจั๋น อธิบาย

บังเอิญได้เป็น “ผู้ป่วยอภิสิทธิ์”

ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีอยู่บ้าง ที่ค่าใช้จ่ายกว่าล้านต่อปี มิได้ตกเป็นภาระของสองตายายเพียงลำพัง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เจ้าของโรงไฟฟ้าและเหมืองแม่เมาะ ผู้ก่อมลพิษต้นตอความเจ็บป่วยได้ยอมเข้ามาร่วมแบกรับภาระนี้ด้วย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการยื่นฟ้องร้องเรียกค่าเยียวยาสุขภาพจาก กฟผ. ของชาวบ้านแม่เมาะในช่วงนั้น

“(ตาบุตร) แกเป็นผู้ป่วย 1 ใน 4 รายแรกที่ฟ้องกฟผ.และตรวจกับหมออรพรรณ (มีใบรับรองแพทย์) กฟผ.ก็เลยรีบพาไปรักษาตัว แต่ก็มีกรณีแบบนี้แค่ 4 รายเท่านั้น หลังจากนั้น กฟผ. ก็ปฏิเสธการดูแลเยียวยามาตลอด ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน” มะลิวรรณ นาควิโรจน์ ประธานเครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะ กล่าว

หลังเกิดเหตุมลพิษอากาศในพื้นที่ อ.แม่เมาะ จ. ลำปาง ครั้งสำคัญในปี 2541 ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากความผิดพลาดในการดำเนินกิจการ (การจัดการมลพิษ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์) ของโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดกำลังการผลิตรวมกว่า 2,000 เมกะวัตต์ รวมทั้งการขุดแร่ลิกไนต์จากเหมืองในพื้นที่ ส่งผลให้ชาวบ้านในพื้นที่ข้างเคียงหลายพันครัวเรือนเกิดปัญหาสุขภาพ เจ็บป่วยจากการได้รับมลพิษดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ชาวบ้านรวม 131 คนตัดสินใจยื่นฟ้อง กฟผ. เรียกร้องค่าเยียวยาสุขภาพ ในปี 2546

P1190990

“ตามีอาการหายใจไม่คล่อง ติดขัด หอบเหนื่อย ต้องใช้ยาพ่น เป็นอย่างนี้ได้สัก 2-3 ปี รู้ข่าวว่าหมอ (อรพรรณ เมธาดิลกกุล) ที่โรงพยาบาลศิริราชเป็นหมอเฉพาะทาง ก็เลยพาไปตรวจที่นั่น ไปกันเอง จ่ายเงินเองทั้งหมด เลยรู้ว่าตาป่วยเป็นโรคที่เกิดจากก๊าชซัลเฟอร์ไดออกไซด์และได้ใบรับรองแพทย์ เราเลยคุยกับชาวบ้านคนอื่นร่วมกันฟ้องเรียกค่าชดเชยเยียวยาสุขภาพ และ กฟผ. เขาก็เข้ามาจะช่วยรักษา พอเรายืนยันว่าจะต้องรักษากับหมอเฉพาะทางเท่านั้น เขาเลยพาไปโรงพยาบาล (ศรีพัฒน์) ที่เชียงใหม่” ยายจั๋นย้อนเล่า

“ถึงวันนัดหมอ กฟผ.ก็จะส่งรถมารับที่บ้านพร้อมเจ้าหน้าที่ (มวลชนสัมพันธ์) คนหนึ่ง แต่ถ้าอาการหนักยายก็จะโทรแจ้งให้เจ้าหน้าที่มารับไปโรงพยาบาลก่อนเวลาหมอ นัด เขาก็จะพาไปหาหมอและจ่ายเงินให้”

“ยายต้องตามไปดูแลลุงที่โรงพยาบาลตลอด ทำให้รู้อาการของโรคดีขึ้น ต่อมารู้ว่าตัวเองเริ่มมีอาการป่วย เลยขอให้กฟผ.ช่วยจ่ายค่ารักษาให้ด้วยที่โรงพยาบาลเดียวกัน เพราะอย่างไรก็ต้องพาตาไปอยู่แล้ว” ยายจั๋นย้อนเล่าเหตุการณ์ที่มาของการได้รับ “อภิสิทธิ” จาก กฟผ.

บิลค่ารักษาตัวปีละกว่าล้านของตาบุตร ถูกดูแลโดยกฟผ.กว่า 3 ปี จวบวันที่เสียชีวิตในปี 2551 ขณะที่บิลค่ารักษาจำนวนน้อยกว่าแสนบาทต่อปีของยายจั๋น ยังคงถูกดูแลโดยกฟผ. จากการเปิดเผยของหญิงชราแห่งบ้านแม่เมาะ

“ก็ไม่ถือว่าเป็นบุญคุณ ยายคิดว่าเป็นสิ่งที่ กฟผ. ต้องจ่าย ต้องดูแลเราเพราะเขาได้ผลประโยชน์มหาศาลจากบ้านของเรา และเขาทำให้เราป่วย” ยายจั๋น กล่าว

ดิ้นรนลำพัง กลางกองหนี้

แม้จะได้รับ “อภิสิทธิ” เป็นส่วนหนึ่งใน 4 คนที่กฟผ.ยอมจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ สิทธิที่ผู้ป่วยหลายร้อยในแม่เมาะไม่ได้รับ แต่ยายจั๋นเปิดเผยว่า ล่าสุดตนก็ไม่ได้ใช้สิทธิดังกล่าวเต็มที่ หลังการเสียชีวิตของสามี ด้วยเหตุผลสำคัญ ความเดือดร้อนด้านการเงินของครอบครัว

“ตอนนี้ก็แค่ไปตามนัดหมอทุกสองเดือน โดยสิทธิแล้วเราสามารถโทรเรียกให้เขาพาไปหาหมอถ้าอาการกำเริบ (วันอากาศแย่) แต่ก็ไม่ค่อยได้โทร เพราะไปครั้งหนึ่งก็จะเสียเวลาทำมาหากิน แม้เขาจะรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ค่าเดินทาง ค่าหมอให้ แต่เราก็จะขาดรายได้ไป ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญกว่าสำหรับยายตอนนี้”

“เลยเลือกใช้วิธีป้องกันตัวเองให้มากที่สุด ใส่หน้ากากปิดปากปิดจมูกตลอดเวลา จนชินแล้วตอนนี้ เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไรอากาศจะแย่ทำให้อาการเรากำเริบอีก หมอให้ใช้หน้ากากอนามัยที่กรองสารอะไรได้ด้วย แต่ส่วนใหญ่ก็ใช้แค่ผ้าปิดปากปิดจมูกธรรมดา กันฝุ่นเท่านั้น เพราะหน้ากากอนามัยต้องขอหมอ บางทีก็ไม่ได้ อย่างล่าสุดเปิดถุงยามาดูก็ไม่มี ไม่รู้ว่าหมอลืมหรืออย่างไร อีกอย่างหน้ากากอนามัยใช้แล้วต้องทิ้ง ใช้ซ้ำไม่ได้ ซื้อใช้เองก็แพงอยู่ เลยซื้อผ้าปิดปากธรรมดา อันละ 10 บาท ข้อดีคือใช้แล้วเอามาซักใช้ซ้ำได้” ยายจั๋นอธิบายก่อนเล่าถึงสถานการณ์เดือดร้อนสำคัญอันดับต้นของตน..การเงินใน ครอบครัว

P1190994

“ทุกวันนี้อาศัยขายผัก ขายกับข้าวเล็กๆ น้อยๆ ที่แผงใกล้บ้าน วันไหนถ้าผักเหลือเยอะหรือใกล้จะเสียก็จะเอามาทำกับข้าวไปขายแทน ครั้งหนึ่งก็สี่ห้าถุงแล้วแต่ของที่มี พอให้มีรายได้บ้างวันละไม่กี่สิบบาท วันไหนขายดีก็อาจเหลือเงินถึงร้อยบาท บางวันก็ขายไม่ได้ ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ไม่รู้จะไปหารายได้มาจากไหน วันไหนไปหาหมอก็ต้องขาดรายได้ส่วนนี้ไป ยายมีลูกชายสองคนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่งใกล้ๆ กัน ต่างคนต่างก็ต้องทำมาหากินไปวันๆ เหมือนกัน ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้มากนัก แต่ยังดีเหลือที่นา 2 ไร่ที่ให้ลูกและน้องชายช่วยทำอยู่ ก็พอได้ข้าวมากินไม่ต้องซื้อ”

นอกจากขาดรายได้ประจำ ยายจั๋นยังต้องแบกภาระหนี้สินจำนวนหลายแสน ซึ่งส่วนสำคัญเป็นผลพวงจากการต้องหยุดมาดูแลสุขภาพคู่ชีวิตและตัวเองในช่วง นับสิบปีที่ผ่านมา

“ช่วงรักษาตัวตา(บุตร) ไม่มีรายได้อะไรเลย ทำงานไม่ได้ ต้องขายที่นา ไร่ สวน รถยนต์อีก 3 คัน แม้แต่ฝาบ้านไม้สักก็ยังต้องแกะออกมาขาย จำได้ไม่ลืมเลยว่าได้เงินมา 50,000 กว่าบาท ตอนนั้นมีทรัพย์สมบัติอะไรก็ขายมารักษาตัวและกินใช้ประจำวัน” ยายจั๋นเล่า พลางเหลือบมองบ้านไม้สักหลังใหญ่ข้างบ้าน อดีตบ้านของตัวเอง ส่วนหนึ่งของสมบัติที่ถูกขายไปในช่วงดังกล่าว

“ก่อนหน้านี้รายได้หลักมาจากเงินเดือนพนักงานขับรถสิบล้อในเหมืองของตา บุตร กับที่บ้านเปิดเป็นร้านขายของชำ” ยายจั๋นเล่าย้อนวันก่อนความป่วยไข้รุนแรงมาเยือน

“คู่นี้ แต่ก่อนเป็นคนรวยที่สุดในหมู่บ้านเลยนะ ยายจั๋นเองก็เป็นถึงอดีตผู้ใหญ่บ้าน แต่ทุกวันนี้ไม่เหลืออะไรเลยนอกจากหนี้สิน ถึงกฟผ.จะดูแลค่าหมอ ค่ายา ค่าเดินทาง แต่ในชีวิตประจำวันก็ยังต้องกินต้องใช้” มะลิวรรณ กล่าว

“แค่หนี้ธกส. ก็สองแสนกว่าแล้ว ยังไม่รวมเงินล้าน ธนาคารหมู่บ้าน ออมทรัพย์หมู่บ้านอีก กู้หมดทุกกองทุนที่มีให้กู้ยืมได้เพราะต้องกินต้องใช้จ่าย” ยายจั๋นเปิดเผยถึงภาระหนี้สินที่กำลังเผชิญโดยลำพัง

ความหวังสุดท้าย ฝากไว้ที่คำตัดสินศาล

“ตอนนี้ความหวังก็อยู่ที่ค่าชดเชยเยียวยาที่ศาลจะสั่งให้” ยายจั๋นเปิดเผยความรู้สึกในวันที่นั่งนับวันรอการพิพากษาของศาลปกครอง จังหวัดเชียงใหม่

หลังร่วมกับเพื่อนบ้านชาวแม่เมาะผู้ร่วมชะตากรรมรวม 131 รายยื่นฟ้อง กฟผ. เรียกร้องค่าชดเชยเยียวยาสุขภาพจากการปล่อยมลพิษจากกิจการโรงไฟฟ้าและเหมือง แม่เมาะในปี 2546 ต่อมาศาลชั้นต้นได้ตัดสินในปี 2552 สรุปว่าคำฟ้องของชาวบ้านมีมูล กฟผ.ทำผิดจริงตามฟ้อง และให้กฟผ. ดำเนินการจ่ายค่าชดเชยเยียวยาแก่ชาวบ้านที่ฟ้อง ในอัตราราว 10,000-246,900 บาทต่อราย พร้อมดอกเบี้ย 7.5% เป็นระยะเวลา 67 เดือนที่มีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าได้รับมลพิษอากาศจากกฟผ.

ต่อมากฟผ. ดำเนินการอุทธรณ์ ทำให้การชดเชยยังคงไม่ถูกดำเนินการ และคดีดำเนินต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

ล่าสุด เมื่อ 11 มีนาคม 2557 ที่ผ่านมา ตุลาการศาลปกครองได้แถลงที่ศาลปกครองสูงสุดกรุงเทพ โดยรวมเห็นตามการตัดสินของศาลชั้นต้น และคดีกำหนดจะมีการแถลงอย่างเป็นทางการภายใน 1 เดือน

Screen Shot 2014-03-31 at 2.00.08 AM

“ไม่รู้เรื่องกระบวนการศาล ไม่เข้าใจภาษาศาล แต่รู้ว่าตอนนี้คดีใกล้ตัดสินแล้ว และมีแนวโน้มว่าจะเป็นข่าวดี เราจะได้รับค่าชดเชยเยียวยาตามที่ฟ้องเสียที หลังจากรอกันมานาน กว่า 10 ปี แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะได้เงินเมื่อไหร่และได้กี่บาท รู้แต่ว่าเราจะชนะ พอใจที่ผลตัดสินออกมาแบบนี้ มันเป็นสิทธิของเรา กฟผ.ต้องจ่าย เพราะเป็นตัวการทำให้เราเจ็บป่วย ต้องดูแลเรา

ถ้าได้เงินมา อันดับแรกก็จะรีบเอาไปใช้หนี้ก่อน รายแรกคือธกส.ที่เป็นหนี้ตั้งแต่ตาบุตรเสีย ตอนนั้นเป็นลูกค้าธกส.ได้เงินฌาปนกิจมา ธกส.ก็หักใช้หนี้คืนหมด ไม่เหลือสักบาท เลยต้องทำเรื่องกู้ใหม่แล้วก็เป็นหนี้มาจนถึงทุกวันนี้” ยายจั๋นเปิดเผย

“สิ่งที่สะท้อนจากกรณียายจั๋นคือ ผู้ป่วยแม่เมาะต้องได้รับการดูแลจากแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งต้องใช้เงินรักษาตัวมาก รายอาการหนักอย่างตาบุตรก็หลักล้านบาท การเยียวยชดเชยหากจะทำก็ควรจะต้องครอบคลุมเพียงพอ และที่ผ่านมา กฟผ. ก็เลือกปฏิบัติ ดูแลแค่ 4 รายแรก คำถามคือแล้วรายอื่น ๆ ล่ะ ใครจ่าย เท่าที่เราเห็นคือชาวบ้านก็ต้องแบกรับภาระเหล่านี้เองตามลำพัง” ประธานเครือ ข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะกล่าว

ที่มา : peopleVOICE รายงาน/ภาพ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s